Thailand


เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นี่คือ ประวัติศาสตร์ที่อย่างให้ใครมาบิดเบือน - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่
14 ตุลา (ประวัติศาสตร์ที่อย่าให้ใครมาบิดเบือน) บุกยึดเอ็นบีทีช่วงเช้า แอบถ่ายไว้ได้
บุกยึดNBTที่สามารถหลอกแอบถ่ายได้ - ดูคลิปทั้งหมด คลิกที่นี่
อยากให้วันนี้ และ ทุก ๆ วัน เป็นวันแห่งความรัก
รักกันไว้เยอะ ๆ นะคะ
ขออภัยหากนำรูปมาโพสท์โดยไม่ได้ขออนุญาติคะ ขอบคุณคะ

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เขาพระวิหาร และ ความคืบหน้าทางการเมือง

เขาพระวิหาร และ ความคืบหน้าทางการเมือง

วันนี้ วันที่ 1 สิงหาคม 2551 เป็นวันที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ด้านเขาพระวิหารและความคืบหน้าทางด้านการเมืองไทย

เริ่มต้นที่เขาพระวิหาร วันนี้วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ทางด้านเขาพระวิหาร จอมขวังเวทย์จากเขมรและหมอผีชาวเขมรจำนวนมากรวมพลกัน เพื่อทำพิธี กดดวงเมืองไทย เพื่อให้ผู้ที่เป็นตัวแทนของไทยที่จะเข้าเจรจรกับผู้นำของทางกัมพูชา ให้มีความอ่อนน้อม และคล้อยตาม ทางกัมพูชา นั้น ดูเหมือนจะไม่มีผล ทางวิทยาศาสตร์ แต่มองในทางด้านจิตใจนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการกระทำที่มีผลทางจิตรวิทยาต่อชาวไทยอย่างยิ่ง เพระจำให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับ

เขาพระวิหารจิตใจหดหู่อย่างยิ่ง ถือเป็นการกระทำที่บั่นทอนกำลังใจของพี่น้องชาวใทย แต่ในทางด้านการทหารแล้ว วันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมที่ลดจำนวนทหารบริเวณเขาพระวิหาร เพื่อลดความกดดัน และ สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในบริเวณนั้น เพราะ จากการลงพื้นที่แล้ว ไม่มีอะไรน่ากังวล ถือเป็นนิมิตรหมายอันดี ในการลดจำนวนทหาร ชาวบ้านในบริเวณนั้น ก็ คงจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง

แต่ต่อจากนี้ไป ต้องติดตามการเจรจาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหลังการเจรจาก็จะสามารถบ่งชี้ได้ว่า กรณีพิพาท เขาพระวิหาร จะเป็นไปในทิศทางได

ส่วนอีกประเด็นร้อนประจำสัปดาห์คงหนีไม่พ้น ประเด็นกรณี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ศาลตัดสินในคดีร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย ซึ่งมีผลให้คุณหญิง พจมาน ชินวัตร ต้องจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา จากผลการตัดสินครั้งนี้ ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนประชิปไตย พอใจเป็นอย่างมาก โดยดูจากทั้งการปราศรัยของ ทั้ง นายสมเกีรติ พงไพบูรณ์ และแกนนำคนอื่นๆ

และหลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งถือว่าการตัดสินคดีในครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อด้าน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างมาก เพราะคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ผู้เป็นภรรยาต้องติดคุกถึง 3 ปีด้วยกัน

และนอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการทางกฎหมายได้ดำเนินไปและทำให้กลุ่มของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ถูกลงโทษมากขึ้น

จากนี้ต่อไปคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งทางด้ารกนณ๊ขีอพิพาทเขาพระวิหาร และการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นอกจากนี้ ยังลืมเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ และทิศทาง การเมืองไทย จะดำเนินไปในรูปแบบได โปรดติดตามตอนต่อไป

คำพิพากษา กรณี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ พวก

ความยุติธรรมมีจริง ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก “พจมาน-บรรณพจน์” คนละ 3 ปี เลขาฯ จำคุก 2 ปี คำพิพากษาชี้ชัดทำผิดสถานหนัก ร้ายแรง เป็นภริยาผู้นำประเทศแต่กลับจงใจหลีกเลี่ยงภาษี


วันนี้ (31 ก.ค.) ที่ศาลอาญา องค์คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91

โดยองค์คณะผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำพิพากษาเวลา 09.10 น.โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบุตรชาย บุตรสาว ร่วมให้กำลังใจภริยาและแม่ ท่ามกลางการร่วมลุ้นของกลุ่มผู้สนับสนุน ที่อยู่ภายในห้องพิจารณาคดีจนเต็มห้อง

ต่อมาเวลา 10.40 น. ศาลพิพากษาว่า จากการพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว พยานโจทก์มั่นคง จำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดโดยฉ้อโกง หรีออุบาย เพื่อหลีกเลี่ยง ภาษีอากร ตามฟ้อง นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 และ 2 ยังร่วมกันแจ้งความเท็จ และแสดงหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังเป็นถึงภริยาของผู้นำประเทศ ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี แต่จำเลยกลับหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่เป็นธรรมต่อสังคม

การกระทำของจำเลยทั้ง 3 จึงเป็นการกระทำความผิดสถานหนัก ร้ายแรง พิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากรคนละ 2 ปี และให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 ฐานร่วมกันจงใจแจ้งความเท็จ และแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จอีกคนละ 1 คน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลตัดสินให้ลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี และจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี โดยทุกคนสีหน้าเครียดตลอดเวลา และบรรดานักการเมืองจากพรรคพลังประชาชนหลายคนได้เดินเข้าไปยกมือไหว้ทักทายคุณหญิงพจมาน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมบุตรสาว บุตรชาย ได้เข้าไปทักทายให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนกุมมือตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และคุณหญิงพจมานได้ใช้มือขวาตบเบาๆ ที่ข้อศอกหลังแขนซ้าย พ.ต.ท.ทักษิณ จากนั้นได้ทยอยเดินออกมาจากศาล โดยคุณหญิงพจมานได้สวมแว่นตาดำ พ.ต.ท.ทักษิณ และลูกๆ เดินตามหลังไม่ห่าง อีกทั้งกลุ่มนักการเมืองปัจจุบันที่เป็นรัฐมนตรี และนักการเมืองของพรรคพลังประชาชนที่ยังถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ได้ห้อมล้อมให้กำลังใจตลอดเวลา ส่วนกองเชียร์นับพันที่ไปให้กำลังใจได้ตะโกน พร้อมปรบมือให้คุณหญิงพจมานกันอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นทางทนายความของจำเลยได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 8 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวจำเลยทั้ง 3 และขอยื่นสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล


ผู้จัดการ ออนไลท์

http://news.thaihealth.net/modules.php?name=News&file=article&sid=3308

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

“เกิดไรขึ้นกับเมืองไทยที่เรารัก”

บ้านเมืองของเราทุกวันนี้มีปัญหาหลายเรื่องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ในเรื่องของเขาพระวิหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธมิตรประชาชานเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวไม่เว้นแต่ละวัน จึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า”เกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทย” ที่พวกเราทุกคนรักและหวงแหนแห่งนี้ ความสงบสุขที่มีอยู่หายไปไหน สยามเมืองยิ้มอันมีชื่อเสียต่อชาวต่างชาติหายไปไหนแล้ว

ด้านปัญหาเขาพระวิหารถึงแม้ว่าทางกัมพูชาจะถอนคำร้องเกี่ยวกับข้อพิพาทต่อองค์การสหประชาติแล้ว แต่ทหารที่เข้าไปเสริมยังบริเวณชายแดนเขาพระวิหาร ยังคงอยู่เช่นเดิม ชาวบ้านบริเวณนั้นก็เริ่มไม่มั่นใจในความปลอดถัยถึงแม้ตามข่าวที่ออกมาว่า ทหารทั้งของไทยและกัมพูชายังคงร่วมรับประทานอาหารด้วยกันก็ตาม แต่หากคิดดูว่า

หากวันไดข้อพิพาทมันรุนแรงขึ้น จากความเป็นพี่น้องต้อมมาหันกระบอกปืนเข้าหากัน นอกจากความเสียหายทางร่างกายแล้วที่สำคัญกว่านั้นคือคนที่เป็นเสมือนพี่น้อง

ต้องมาปกป้องดินแดนที่ตนรักด้วยวิธีการทางทหาร มันช่างน่าปวดร้าว คนรักต้องมาเป็นศัตรู

อีกด้านหนึ่งความแตกแยกในหมู่ของคนไทยในพื้นที่ต่างๆเริ่มทวีความรุนแรง เริ่มต้นที่ม็อบในจังหวัดบุรีรัมย์ที่เข้าทลายเวทีของกลุ่มพิทักษ์รักเมืองบุรีรัมย์ ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 17 นาย ในจำนวนนี้สาหัสถึง 2 นาย ชาวบ้านและผู้เข้าร่วมการปราศรัย ก็ได้รับบาดเจ็บตามๆกัน ความรุนแรงเริ่มเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมได้แล้วหรือ!!!!

ทางด้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เดินหน้าโจมตีการทำงานของรัฐบาล

อย่างต่อเนื่องล่าสุดหลังจากที่ถูกม็อบทลายเวทีการปราศรัยที่จังหวัดอุดรธานี ทำให้มีผู้คนได้รับบาดเจ็บไปนั้น เหตุเพราะผู้คนเข้ามาป่วนการปราศรัยมากจนตำรวจไม่สามารถควบคุมเหตุการที่เดิขึ้นได้ จึงได้แต่ยืนดูเหตุการที่เกิดขึ้นและต่อมาก็ถูกเหล่าชาวบ้านตำหนิในการปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาหลังจากที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลเข้ามอบตัวในข้อหา หมิ่นฯเบื้องสูงและได้รับการประกันตัวออกมาแล้วนั้นได้ให้ข้อมูลว่ามีการล็อปบี้ให้มีการเลิกชุมนุม

และเรียกร้องแท็กซี่ให้ชุมนุมกันที่หน้าสำนักวานใหญ่ ปทต.

และสุดท้ายจบด้วยข่าวคราวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไปร่วมงานงานพระราชทานเพลิงศพมารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อพิพาท ไทย-กัมพูชา ว่า ตนเป็นเพียงคนที่ตกงาน และก็ไม่ติดต่อกับทางสมเด็จฮุนเซ็นแต่อย่างได

ตอนนี้มองไปทางไหน ก็เห็นถึงความแตกแยกของคนไทย มีปราศรัยที่ไหนก็มีกลุ่มต่อต้าน ปัญหาข้อพิพาทก็ยังไม่จบ เริ่มมองหาเมืองไทยที่เคยสงบสุข มีเสน่ห์ในรอยยิ้ม วัฒนธรรมที่งดงาม เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวในอดีต ได้หายไปไหนแล้ว แล้วต่อจากนี้เมืองไทยที่พวกเราทุกคนรัก

จะดำเนินต่อไปในทิศทางได มาช่วยกันดูแลเมืองไทยที่พวกเรารักกันเถอะนะครับ

เพื่อทุกคนจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551


การแก้ รัฐธรรมนูญ
หนทางแห่งทางออก
หรือ
หนทางแห่งการเอาตัวรอด
ประเทศของเรานั้น เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นมาก และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็พยายามหาทางออกอยู่ตลอด
แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ จะแก้รัฐธรรมนูญ เป็นทางออกแห่งการอยู่รอดของการเมืองไทยหรือไม่ เพราะเมื่อมีการแก้รัฐธรรมนูญพรรคการเมืองหลายพรรค อาจจะสามารถอยู่รอดในการเมืองไทย และไม่ถูกยุบพรรค ถ้ามีการลงมติใน ครม. แล้ว เชื่อว่า มตินี้น่าจะผ่านไปได้ เนื่องจากผลกระทบของมตินี้ มีหลายพรรค ที่จะได้รับผลประโยชน์ แต่มันก็ถือเป็นการหาทางให้การเมืองสามารถเดินทางต่อไปอย่างไม่สะดุด เป็นทางออกแบบหนึ่งที่อาจจะนำมาใช้

แต่ถ้าหากมองในทางกลับกันแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญ ก็เป็นเอาตัวรอดของกลุ่มคน กลุ่มคนหนึ่งที่จะได้รับบทลงโทษจากการกระทำที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญนี้เอง เมื่อตนกระทำผิดกฎและกำลังจะลงโทษ ย่อมหาทางรอดให้ได้ แล้วสุดท้ายก็มาลงที่กดหมายสูงสุดของประเทศ

แล้วจะทำอย่างไรได้เมื่ออำนาจอยู่ในมือของผู้ที่จะแก้ แล้วองค์กรอิสระที่ทำงานในด้านนี้อยู่ก็พยายามตรวจสอบ ความพยายามตรวจสอบในบางอย่างที่ดำเนินมาตลอด ก็อาจจะมีผลให้ต้องหยุดไปเมื่อมีการแก้รัฐธรรมนูญ ทางออกแบบนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยละผู้คัดค้านอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นหลักธรรมดาของการเมืองไทย ผู้ได้ประโยชน์ย่อมเห็นด้วยและผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์บางอย่างไปย่อมไม่เห็นด้วย

และเมื่อมองอีกมุมนึง การเมืองไทยก็ยังไม่เป็นการเมืองที่สะอาดบริสุทธ์ได้เสียที เพราะมีการแก้ไขกฎต่างๆ เพื่อเอาตัวรอดองนักกการเมืองอยู่คตลอด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่ายังไม่มีการแก้ไขในตอนนี้ แต่ในอดีตแล้ว ก็มีการกระทำแบบนี้อยู่ตลอดในอดีต และก็ยังเป็นการสืบต่อวัฒนธรรมแบบนี้ของการเมืองมาถึงยุคปัจจุบัน และถ้าหากการเมืองไทยยังคงเป็นแบบนี้ในอยาคตแล้ว การเมืองไทยคงจะพัฒนาไปสู่ความขาวสะอาดและเป็นธรรมได้ยาก
ในฐานนะนักศึกษา เราลองมองว่า ถ้าหากการเมืองไทยยังดำเนินในรูปแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆคำว่าโปร่งใส คงหายไปจากการเมือง และการพัฒนาประเทศคงเป็นไปอย่างเชื่องช้าและนี่หรือคือสิ่งตอบแทนจากความไว้เนื้อเชื่อใจของคนส่วนใหญ
ของประเทศที่เลือกท่านเหล่านั้นเข้าไปเป็นผู้บริหาร

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ใบแดงนายยงยุทธ กับการยุบพรรคพลังประชาชน


ขึ้นต้นด้วยใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัตน์ กับการยุบพรรค พลังประชาชน อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับเพราะเมื่อ เวลา 16.00 น. วันที่ 8 ก.ค. 51 องค์คณะผู้พิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาคดีแจกใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาว ส.ส.ระบบแบ่งเขต เขต 3 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ.2550 ว่าด้วยการทุจริตการเลือกตั้ง โดยศาลใช้เวลาในการอ่านคำพิพากษานานร่วม 2 ชั่วโมง


ดังนั้นแล้วกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัตน์ จึงอาจเป็นฉนวนการยุบพรรคพลังประชาชนเพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดว่าหากกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นการทุจริตการเลือกตั้ง ก็เข้าสู่กระบวนการยุบพรรค แต่ครั้งนี้กรรมการบริหารพรรคดำเนินการเสียเอง ยิ่งกว่ารู้เห็นเสียอีก ก็เข้าสู่กระบวนการยุบพรรคได้เลย แล้วเราลองคิดดูว่าถ้าหากพรรคพลังประชาชนโดนยุบพรรคไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนที่สุดสิ่งแรกที่จะเปลี่ยนไปก็คือ ผู้นำประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เพราะเสียงข้างมากจะตกเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ไปโดยปริยาย แล้วยังมีสิ่งที่เกิดขึ้นมาอีก คือการเลือกตั้ง


มองในทางกลับกันถ้ากระบวนการยุบพรรคดำเนินไปแล้วก่อนที่จะถูกยุบพรรค หากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องการถ่วงเวลาการยุบพรรคหรือรักษาพรรคไว้ แล้วเกิดการยุบสภาขึ้นมาแล้ว กระบวนการต่างๆก็น่าต้องดำเนินการช้าลงไปอีก แต่นั้นก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในการยุบสภาเพราะรัฐจะต้องเสียเงินจำนวนมากในการเลือกตั้งใหม่และการตั้งคณะรัฐมนตรีด้วย แล้วยังส่งผลถึงภาพลักษณ์ของประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยด้วย จะส่งผลทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในภาวะทรุดโทรมอยู่ในปัจจุบันให้ยิ่งแย่เข้าไปอีก


ดังนั้นจากนี้ไปเราจะได้เห็นถึงความสามารถของพรรคพลังประชาชนที่จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาพรรคไว้แล้วเรายังจะได้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรีในเศรษฐกิจปัจจุบันกับการดำเนินงานภายใต้ความกดดันในเรื่องอนาคตของพรรคพลังประชาชน


การเมืองไทยจะดำเนินไปในทิศทางใด มาช่วยกันติดตามการเมืองที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลตัวแต่แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ตัวเราๆท่านๆเหล่านักศึกษา และประชาชนทั่วไปกันดีกว่าครับ


a.hikaru

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ประวัติอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย




ประวัติอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


สถานที่ตั้ง : กลางวงเวียนสี่แยกถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ประวัติความเป็นมา : รัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการที่คณะราษฎร ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นอนุสรณ์ให้ชนรุ่นหลัง ได้เห็นความสามัคคีกลมเกลียวของประชาชน ทั้งเตือนใจให้ระลึกถึงและช่วยกันพิทักษ์รักษาเทิดทูนรัฐธรรมนูญให้สถิตสถาพรเป็นหลักของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

ความสำคัญค่าชุมชน : อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกที่ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปัตยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ปัจจุบันมักจะเป็นสถานที่ชุมนุม รวมตัวกันในการประท้วงหรือเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญ ๆ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศ

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม : กรมศิลปากรดำเนินการก่อสร้าง โดยศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ออกแบบ และดำเนินการปั้นร่วมกับศิษย์ ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ อนุสาวรีย์แห่งนี้ออกแบบโดยแฝงความหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ดังนี้ปีกทั้ง ๔ ด้าน วัดส่วนสูงจากฐานล่าง ๒๔ เมตร พื้นฐานมีรัศมียาว ๒๔ เมตร ก็หมายความถึงวันที่ ๒๔พานรัฐธรรมนูญ ตัวพานหล่อสำริด อยู่เหนือป้อมใหญ่สูง ๓ เมตร หมายความถึงเดือน ๓ แห่งปี คือ เดือนมิถุนายน (นับจากเดือนเมษายน เป็นเดือนแรกอย่างเก่า)ปืนใหญ่ ๗๕ กระบอก ฝังปากกระบอกลงดินโดยรอบอนุสาวรีย์ มีโซ่ร้อยเว้นเฉพาะช่องทางขึ้น ๔ ทาง หมายถึง ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕พระขรรค์ ๖ เล่ม ติดอยู่ที่ประตูป้อมทั้ง ๖ ด้าน หมายถึง หลัก ๖ ประการอันเป็นนโยบายในการปกครองประเทศของคณะราษฎรภาพปูนปั้นประกอบติดที่ฐานล่างของปีกทั้งสี่ แสดงประวัติการณ์ของคณะราษฎร์ในการเปลี่ยนแปลง การปกครอง อนุสาวรีย์ประดิษฐานอยู่บนลานวงกลม ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ ที่ฐานด้านนอกของปีกทั้งสี่ ก่อเป็น อ่างน้ำพุ เหนืออ่างเป็นรูปพญานาคพ่นน้ำลงในอ่าง



อ้างอิง : http://tarachai.tripod.com/