“สมเกียรติ” ชี้ 26 ส.ค.วัน “ครม.หมัก” ตายหมู่เพราะพลังของประชาชน พร้อมเปิดโปงระบอบทักษิณหนีภาษียอกรวมกว่า 3.4 หมื่นล้าน เมื่อรวมกับคดีทุจริต 24 คดี รวมยอดโกงชาติไปกว่า 2 แสนล้าน เป็นฝันร้ายคอยหลอกหลอนคนไทย ขณะอาชญากรแผ่นดินหนีลอยนวลไปแล้ว ทิ้งซากเน่าในสรรพากรและกรมประชาฯ คอยช่วยปกป้อง เผยผลศึกษาสถานที่สร้างสภาใหม่ เคยเสนอ 5 จุด “หมัก-ปูชัย” ไม่เลือก แหกโผไปเลือกเกียกกาย เสียค่าเวนคืนอาน
เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.วันที่ 24 ส.ค. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยได้กล่าวถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีว่าวันนี้รู้สึกท่าทางหงอยๆ ไม่ค่อยกล้าพูดถึงพันธมิตรฯ เพราะวันสุดท้ายของเขาใกล้มาถึงแล้ว วันที่ 26 ส.ค.เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะหลังจากนั้นเราจะทำสถิติให้ได้เท่ากับสมัชชาคนจนที่ชุมนุม 99 วัน พอวันที่ 100 เราก็จะทำพิธีส่งศพคณะรัฐมนตรีหุ่นเชิดขายชาติทันที
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า กระนั้นก็ตาม วันที่ 17 ก.ย.นี้ ก็เป็นวันสำคัญ เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะพิพากษาคดีแรกของทักษิณ และพจมาน (คดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ) และล่าสุดมีข่าวด่วนมาว่า วันที่ 25 ก.ย.นี้ ศาลอุทธรณ์นัดนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ฟังคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นายสมัครจะต้องขนของกลับบ้านทันที และเข้าไปอยู่ในคุก
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ตนได้เคยพูดไว้แล้วว่าเดือนกันยายนจะเป็นเดือนแห่งการสังหาร เป็นการสังหารเฉพาะสมัคร สุนทรเวช และทักษิณ แต่วันที่ 26 ส.ค.เป็นการสังหารแบบตายหมู่
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า วันจันทร์นี้ ตอน 2 ทุ่ม แกนนำทั้ง 5 จะขึ้นเวที และวันนั้นจะไม่นอน จะรอต้อนรับพี่น้องพันธมิตรฯ ตั้งแต่ตี 3 โดยจะขึ้นเวทีตั้งแต่ตี 3 ถึง 7 โมงเช้า จึงขอแสดงความเคารพและวิงวอนพี่น้องสละเวลาอันมีค่าของท่านมากู้ชาติ มาสถาปนาการเมืองใหม่ร่วมกัน วันนั้นจะเป็นวันประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยมือของประชาชนเอง
นายสมเกียรติ กล่าวว่า เมื่อวานนี้มีข่าวดี กรมสรรพากรที่อธิบดีถูกไล่ออกเป็นคนแรกกรณีที่ช่วยทักษิณไม่ต้องเสียภาษี นี่มาอีกแล้วเป็นรองอธิบดีหญิง ได้ทำหนังสือขอถอนเงินจาก ธ.ไทยพาณิชย์ 1.2 หมื่นล้าน เอามาไว้ที่สรรพากร วันนี้เขาดัดจริตพูดว่า ถ้าภายใน 15 วัน ธ.ไทยพาณิชย์ ไม่เอามาไว้ที่สรรพากร เขาจะเล่นงานตามกฎหมาย
“ขั้นตอนของเขาเป็นอย่างนี้ครับ เขาจะถอนเงินจาก ธ.ไทยพาณิชย์เอามากองไว้ที่สรรพากร แล้วเขาก็จะประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษี ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์บอกว่า ไม่ต้องเสีย เงิน 12,000 ล้านนั้นก็คืนให้โอ๊คและเอมไปเลย แล้วพี่น้องจะเชื่อถือคณะกรรมการของกรมสรรพกรหรือไม่ ขนาดทำแล้ว ศาลอาญายังพิพากษาจำคุกพจมานและบรรณพจน์เลย ที่บอกว่าไม่ต้องเสียภาษี แต่ศาลเห็นต่างว่าต้องเสีย ยังดีที่ฟ้ามีตา สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ การเอาเงินออกมาจากไทยพาณิชย์ทำไม่ทันเวลา”
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ในรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียแก่รัฐ (คตส.) นั้น ระบอบทักษิณยังค้างภาษีอยู่ 34,359 ล้านบาท ที่ยังไม่จ่าย แบ่งเป็นคดีที่ 1.คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ หนีภาษีการซื้อขายหุ้น บ.ชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ 546 ล้านบาท ศาลพิพากษาจำคุกไปแล้วคนละ 3 ปี คดีที่ 2.นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร มีภาระภาษีที่ต้องชำระ กรณีซื้อหุ้น (ชินคอร์ป) จากแอมเพิลริช 1 บาท ก่อนที่จะเอาไปขายในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ต้องเสียภาษี 11,808 ล้านบาท นี่คือ 12,000 ล้านบาท ที่อายัดไว้ แล้วกรมสรรพากรวางแผนชั่วร้ายที่จะเอาคืนมา ภายใต้การออกแบบของรัฐมนตรีขายชาติสุนัขรับใช้ของระบอบทักษิณ
ภาษีตัวที่ 3. กรมสรรพากรยังไม่สนใจรื้อขึ้นมาเลยเพราะห่วงเอาเงินจาก ธ.ไทยพาณิชย์มาก่อน ภาษีตัวนี้คือการขายหุ้น (ชินคอร์ป) จากแอมเพิล ริช ที่ได้รับมาในราคา 1 บาท แต่ราคาขายในตลาดหุ้นละ 49.25 บาท มีภาระภาษีที่ต้องชำระ 20,923 ล้านบาท แต่กรมสรรพากรยังเฉยไม่คิดจะตามเก็บ และ ภาษีตัวที่ 4.บริษัทชินแซทเทลไลต์ จำกัด รับค่าสินไหมทดแทนกรณีนำดาวเทียมไทยคม 3 ไปซ่อมโดยไม่ส่งเงินค้ำประกันให้รัฐ มีภาษีที่ต้องชำระ 1,082 ล้านบาท เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดถึงเลย
ทั้ง 4 กรณี ศาลเพิ่งพิพากษาคดีหนีภาษี 546 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้จะโทษศาลไม่ได้ เป็นเพราะคนไม่นำเรื่องฟ้องศาลต่างหาก กรณีนี้คนที่ไม่นำฟ้องศาลคือกรมสรรพากร แล้วรองอธิบดีกรมสรรพากรที่เป็นผู้หญิงที่มีหนังสือไปที่ธนาคารก็เปลี่ยนชื่อ เมื่อก่อนเคยช่วยเหลือกันมาตลอดกับระบอบทักษิณ วันนี้กรมสรรพากรเป็นองค์กรที่ขายชาติเบื้องต้น
กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้กับเทมาเส็ก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เคยเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง พ.ต.ท.ทักษิณให้เสียภาษี แต่จนวันนี้ก็ยังไม่เสียภาษีสักบาท เพียงแต่อายัดไว้ 12,000 ล้าน กรมสรรพากรก็คิดแผนชั่ว จะเอามาไว้ที่สรรพากรแล้วให้คณะกรรมการอุทธรณ์ภาษีมีมติว่าไม่ต้องเสียภาษี ก็คืนให้เลย ก็จบเลย
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ตอนนี้คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณและระบอบทักษิณมี 24 คดี รวมภาษี 4 คดีนี้ไปด้วย รวมมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท เป็นคดีเก่าที่เป็นฝันร้ายและหลอนคนไทยตลอดมา แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ หนีไปเรียบร้อยแล้ว ทิ้งให้ซากเน่าในกรมสรรพากร ซากเน่าในกรมประชาสัมพันธ์ช่วยกันดูแล ในขณะนี้ได้เตรียมแผนไว้ 2 แผนในสภาคือ 1.ออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยฝ่ายบริหารคือนายสมัคร เสนอได้เลย 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งสองเรื่องทำไม่ทัน เพราะเขาจะสิ้นสุดในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ตามการเป่านกหวีดครั้งสุดท้าย ของพันธมิตรฯ
นายสมเกียรติได้เล่าเรื่องการสร้างรัฐสภาใหม่ว่า พรุ่งนี้เช้าจะไปที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ตนคงไปไม่ได้ เพราะมีนัดที่ศาลกรณี ส.ส.คนหนึ่งมาถีบ ส่วนจะมีข่าวอย่างไรหนังสือพิมพ์ทีวีคงออก
หลังจากนั้น นายสมเกียรติได้อ่านเอกสารสภาผู้แทนราษฎรที่ 3343/2548 วันที่ 7 กันยายน 2548 เรื่อง การเลือกพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ เสนอต่อประธานรัฐสภา ที่คณะกรรมการซึ่งมีนายโสภณ เพชรสว่าง เป็นประธาน และกรรมการทั้งหมด 17 คน ไปศึกษา สรุปว่า มติที่ 1. การสร้างรัฐสภาควรสร้างในสถานที่ 3 แห่งดังต่อไปนี้ 1.โรงงานไทเมล่อน เท็กซ์ไทล์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เนื้อที่ 616 ไร่ เป็นกรรมสิทธิของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ธนาคารกรุงเทพ และ ไทธนาคาร หมายความว่าเป็นทรัพย์สินเอ็นพีแอล สามารถซื้อมาได้ในราคาถูก มีการศึกษาอย่างรอบคอบเป็นเอกสาร 100 กว่าหน้า
จุดที่ 2 เป็นที่หลวง คือ กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เนื้อที่ 260 ไร่ ตรงนี้เหมาะ เพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้างมาก เมื่อสร้างจะราคาถูก ไม่กี่พันล้านบาท และ พื้นที่ 3 โครงการสุวรรณภูมิซิตี้ บางบ่อ สมุทรปราการ เนื้อที่ 400 ไร่ มีคนบริจาคให้ฟรี
ต่อเมื่อนายสมัครมามีอำนาจ นายสมัครจะไปสร้างที่คลองเตย อยากสร้างที่บริเวณท่าเรือคตลองเตย แต่ลุ้นอย่างไร กรรมาธิการในสภาก็ไม่เอา หลังจากนั้น มี ส.ส.กลุ่มหนึ่ง คือนายนิสิต สินธุไพร นายไพจิต ศรีวรขาน จากพรรคพลังประชาชน และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ไปดูที่กรมสรรพาวุธทหารบก ปากเกร็ด เมื่อเดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่า เหมาะสมที่สุด กว้างขวาง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไปเสนอนายชัย ชิดชอบ ตกลงเสนอ 5 ที่ แต่เวลา นายสมัครกับนายชัยเลือก กลับไม่เอาที่ 1-5 ไปเอาพื้นที่ที่ 6 ที่เกียกกาย
“แล้วเอาตรงนี้ ใช้วิธีไหน 1.เฉพาะโรงเรียนนี่ เรารื้อแล้วให้ไปพันล้าน พันล้านแล้วย้ายไปนิดหน่อย แค่ 1,700 เมตร เด็กคนเดินแล้วคงไม่ตายหรอก แค่เกือบ 2 กิโล แล้วก็ให้ที่ดินมากขึ้นอีก แล้วพวกนั้นเราก็รื้อ ก็จ่ายค่ารื้อไป จ่ายค่าเวนคืนไป งวดแรกจะจ่ายแค่ 4 พันกับ 8 ล้าน งวดที่ 2 งวดที่ 3 เราจะผูกพันงบประมาณไปเรื่อยๆ จนถึงประมาณ 2 หมื่นล้าน สภาแห่งความอัปยศก็จะเกิดขึ้นในเมืองไทย”
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า แม้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะบอกว่าในการไปที่ ร.ร.โยธินบูรณะวันพรุ่งนี้ ไม่ต้องไปมาก เพื่อเก็บกำลังเอาไว้วันที่ 26 แต่ ก็ไม่ควรจะไปน้อยเกินไป น่าจะไปสัก 5 พันคน เพื่อไปให้กำลังใจลูกหลานสำหรับการปราศรัยบนเวทีในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันสุกดิบจะมีการตระเตรียมเป็นอย่างดี เพื่อพูดให้ละเอียด โดยตนจะพูดถึงความชั่วร้ายของระบอบทักษิณ หลังจากนั้นจะเสนอข้อเสนอว่า ถ้าประชาชนชนะ จะเอาอะไร คืนมา เช่น เอา ปตท.คืน จะเสนอเป็นชุดให้ประชาชนทราบ
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000100066
Thailand
เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นี่คือ ประวัติศาสตร์ที่อย่างให้ใครมาบิดเบือน - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่
วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551
“ภูวดล” จวก “ระบอบแม้ว” ทำสังคมไทยเสื่อมทุกด้าน
“ดร.ภูวดล” ชี้ระบอบทักษิณทำสังคมไทยเสื่อมทุกมิติ นักการเมืองมีแต่พวกหลอกลวง คอยหาประโยชน์จากเงินงบประมาณ ขณะ ครม.เต็มไปด้วยมหาโจรที่สร้างภาพใหม่ให้ดูดีกว่าเดิม ข้าราชการหลงติดวัตถุ คอยแต่จะรอรับสินบน ชี้รัฐสภาเป็นเหมือนบ่อนการพนันของนักการเมืองข้าราชการ
เมื่อเวลา 23.20 น.วันที่ 24 ส.ค. ศ.ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นเวทีปราศรัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กล่าวว่าถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ตลอด 90 วันเต็มที่ผานมาว่า ยังไม่สามารถสาธยายความบัดซบของรัฐบาลชุดนี้ได้ทั้งหมด เพราะความบัดซบนั้นมีอยู่ทุกมิติ เริ่มตั้งแต่มิติการเมือง ที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ก็ได้มาจากการซื้อเสียง มอมเมาประชาชนผู้ยากไร้ให้เข้าไปในคูหาแค่ 4 วินาที แล้วก็ได้นักการเมืองหัวคะแนนรวมหันกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา คนเหล่านี้ไม่ควรจะได้เข้าไปประชุมในสถานที่ที่อยู่ใกล้พระที่นั่ง คนพวกนี้น่าจะไปประชุมกันอยู่ในส้วมด้วยซ้ำ เพราะไม่มีราคาอะไรเลย
เมื่อมาดูที่ ครม.ก็เป็นพวกมหาโจรจอมโกงในอดีตที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ ทำตัวเป็นเจ๊กผู้ดีขึ้นมา ในขณะที่กำพืดก็ยังเป้นพวกที่กินไม่เช็ดปาก ส่วนนักการเมืองพันธุ์ลาวข้าวเหนียวก็ตัวเป้นสัปเหร่อหากินกับโครงการต่างๆ อย่างไม่ละอาย ทั้งๆ ที่ภูมิหลังมาจากนักฉวยโอกาส นักตีกินตามระบบทักษิณเท่านั้น ระบอบทักษิณได้สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองชั่วเอาไว้ว่า ถ้ากินเป็นโกงเป็น หลอกลวงประชาชนเป็นก็สามารถใส่สูทเข้าสภาได้
ข้าราชการต่างๆ 10 ปีที่ผ่านมาหลงมูมมาม มัวเมากับวัตถุ ชีวิตของเขาอยู่ได้ด้วยวัตถุ 10 ปีก่อน กินเบียร์ยังไม่เป้นเลย วันนี้ข้าราชการบัดซบทั่วไทย กินไวน์เหมือนกินน้ำ สิ้นปีก็รอให้คนที่จะให้สินบนเอาไวน์มาให้ ทั้งที่เขาหลอกเอาไวน์ถูกๆ มาให้
ดร.ภูวดล ยังกล่าวด้วยว่า การผลักดันให้มีการสร้างรัฐสภาห่งใหม่นั้น เปรียบเสมือนเป็นการสร้างบ่อนการพนันที่มีนักการเข้ามาหาผลประโยชน์กัน โดยรัฐสภาในปัจจุบันนี้ มีบุคลที่สวมเสื้อนอกเป็นนักการเมืองและข้าราชการ เข้าไปรอรับงบประมาณ เพื่อไปดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง
ทั้งนี้ ดร.ภูวดล กล่าวตอ่ว่า ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาที่มีระบอบทักษิณเข้าไปกัดกร่อนบ้านเมืองอย่างรุนแรง จนส่งผลให้ระบอบการปกครองต่างๆ ในบ้านเมืองเสียหาย เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ไม่เข้าไปจัดการเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่เกิดขึ้นอยู่ และส่งผลต่อการทำลายวัฒนธรรมของประเทศ
นอกจากนี้ยังกล่าวทิ้งทายว่า สังคมในปัจจุบันนี้ต้องสอนลูกหลานให้รู้จักเรื่องที่ถูกและเรื่องที่ผิด รวมทั้งต้องสอนเยาวชนให้ก้าวหน้า ขณะเดียวกันจะต้องไม่มีอาจารย์ที่คอยรับผลประโยชน์จากการกวดวิชาให้แก่นักเรียน ที่ปัจจุบันมีอยู่อย่างมากมาย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000100055
เมื่อเวลา 23.20 น.วันที่ 24 ส.ค. ศ.ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นเวทีปราศรัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กล่าวว่าถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ตลอด 90 วันเต็มที่ผานมาว่า ยังไม่สามารถสาธยายความบัดซบของรัฐบาลชุดนี้ได้ทั้งหมด เพราะความบัดซบนั้นมีอยู่ทุกมิติ เริ่มตั้งแต่มิติการเมือง ที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ก็ได้มาจากการซื้อเสียง มอมเมาประชาชนผู้ยากไร้ให้เข้าไปในคูหาแค่ 4 วินาที แล้วก็ได้นักการเมืองหัวคะแนนรวมหันกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา คนเหล่านี้ไม่ควรจะได้เข้าไปประชุมในสถานที่ที่อยู่ใกล้พระที่นั่ง คนพวกนี้น่าจะไปประชุมกันอยู่ในส้วมด้วยซ้ำ เพราะไม่มีราคาอะไรเลย
เมื่อมาดูที่ ครม.ก็เป็นพวกมหาโจรจอมโกงในอดีตที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ ทำตัวเป็นเจ๊กผู้ดีขึ้นมา ในขณะที่กำพืดก็ยังเป้นพวกที่กินไม่เช็ดปาก ส่วนนักการเมืองพันธุ์ลาวข้าวเหนียวก็ตัวเป้นสัปเหร่อหากินกับโครงการต่างๆ อย่างไม่ละอาย ทั้งๆ ที่ภูมิหลังมาจากนักฉวยโอกาส นักตีกินตามระบบทักษิณเท่านั้น ระบอบทักษิณได้สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองชั่วเอาไว้ว่า ถ้ากินเป็นโกงเป็น หลอกลวงประชาชนเป็นก็สามารถใส่สูทเข้าสภาได้
ข้าราชการต่างๆ 10 ปีที่ผ่านมาหลงมูมมาม มัวเมากับวัตถุ ชีวิตของเขาอยู่ได้ด้วยวัตถุ 10 ปีก่อน กินเบียร์ยังไม่เป้นเลย วันนี้ข้าราชการบัดซบทั่วไทย กินไวน์เหมือนกินน้ำ สิ้นปีก็รอให้คนที่จะให้สินบนเอาไวน์มาให้ ทั้งที่เขาหลอกเอาไวน์ถูกๆ มาให้
ดร.ภูวดล ยังกล่าวด้วยว่า การผลักดันให้มีการสร้างรัฐสภาห่งใหม่นั้น เปรียบเสมือนเป็นการสร้างบ่อนการพนันที่มีนักการเข้ามาหาผลประโยชน์กัน โดยรัฐสภาในปัจจุบันนี้ มีบุคลที่สวมเสื้อนอกเป็นนักการเมืองและข้าราชการ เข้าไปรอรับงบประมาณ เพื่อไปดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง
ทั้งนี้ ดร.ภูวดล กล่าวตอ่ว่า ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาที่มีระบอบทักษิณเข้าไปกัดกร่อนบ้านเมืองอย่างรุนแรง จนส่งผลให้ระบอบการปกครองต่างๆ ในบ้านเมืองเสียหาย เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ไม่เข้าไปจัดการเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่เกิดขึ้นอยู่ และส่งผลต่อการทำลายวัฒนธรรมของประเทศ
นอกจากนี้ยังกล่าวทิ้งทายว่า สังคมในปัจจุบันนี้ต้องสอนลูกหลานให้รู้จักเรื่องที่ถูกและเรื่องที่ผิด รวมทั้งต้องสอนเยาวชนให้ก้าวหน้า ขณะเดียวกันจะต้องไม่มีอาจารย์ที่คอยรับผลประโยชน์จากการกวดวิชาให้แก่นักเรียน ที่ปัจจุบันมีอยู่อย่างมากมาย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000100055
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551
พันธมิตรฯ จี้รัฐเร่งสนองพระราชดำรัส ระงับสารพัดโครงการผลาญงบ
พันธมิตรฯ ออกประกาศสนองพระราชดำรัสในหลวง ให้ใช้เงินระมัดระวัง ไม่ให้ชาติล่มจม จี้รัฐบาลยกเลิกโครงการประชานิยมผลาญงบ เพื่อหาเสียง พร้อมระงับการสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ 3 หมื่นล้าน และโครงการเมกะโปรเจกต์ถลุงเงินแผ่นดินหลายแสนล้านบาท รวมทั้งงดขยายสุวรรณภูมิเฟส 2 ปรับปรุงดอนเมืองใช้แทน
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย อ่านประกาศพันธมิตรฯ ฉบับที่ 9/2551
เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พร้อมประกาศพันธมิตรฯ ฉบับที่ 9/2551 ดังนี้
ประกาศพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 9/2551
เรื่อง
เร่งรับสนองกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับคณะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 เป็นใจความว่า
“ขอให้ท่านทั้งหลายบริหารเงินไม่ให้หมด เพื่อให้ประเทศชาติมีเงินใช้ ขอขอบคุณที่มีความตั้งใจบริหารเงินของชาติไม่ให้หมดไป ให้มีใช้”
“ขอบใจที่เหน็ดเหนื่อยเรื่องการเงิน ซึ่งเป็นงานหนัก และสามารถปฏิบัติงานด้านการเงินเป็นที่เรียบร้อยไม่ให้บ้านเมืองล่มจม แม้ตอนนี้ใกล้ล่มจมแล้ว ซึ่งอาจใช้เงินไม่ระวัง เพราะใช้เงินไม่ระวัง”
“เรารู้ว่าท่านเหน็ดเหนื่อย ลำบากใจ นอกจากเหน็ดเหนื่อยแล้วยังถูกหาว่าทำไม่ได้ดี ทำไม่ถูกต้อง ขอบใจทุกคนที่มาในวันนี้ และยังทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้บ้านเมืองมีเงินใช้ ใครที่บริหารการคลังควรรู้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญของชาติบ้านเมือง”
กระแสพระราชดำรัสดังได้อัญเชิญมาข้างต้นนี้มีความชัดเจน และถูกตรงกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังมีการใช้จ่ายเงินเกินตัว มีการใช้จ่ายเงินโดยไม่ระวัง ไม่คำนึงถึงการบริหารการคลังที่สำคัญที่สุด มีลักษณะตั้งโครงการผลาญชาติผลาญแผ่นดิน ทำให้เงินแผ่นดินหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็นหรือไร้ประโยชน์ เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง แล้วเอาไปซื้อเสียง ซื้อผู้แทนราษฎร ก่อวงจรอุบาทว์อย่างไม่ขาดสายขึ้นในบ้านเมือง
ในฐานะตัวแทนประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงทราบทุกข์เข็ญของบ้านเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน และทรงพระราชทานแนวทางที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางและหลักปฏิบัติของคนทั้งปวงในแผ่นดิน ซึ่งประชาชนผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกชีวิต ขอน้อมรับกระแสพระราชดำรัสนี้เทิดไว้เหนือเกล้า และจะปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลขึ้นดังพระราชดำรัสทุกประการ
เพื่อการนี้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งสนองกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวอย่างเคร่งครัด อย่างเต็มกำลัง และโดยเร็วที่สุด เพื่อการนี้ เราเรียกร้องดังต่อไปนี้
ข้อ 1.ให้หยุดโครงการประชานิยมที่ล้างผลาญงบประมาณเพื่อหาเสียงทางการเมืองทั้งหมดในทันที และคิดอ่านโครงการใหม่ที่ทำให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้อย่างยั่งยืนทดแทน
ข้อ 2.ให้ระงับโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่ต้องใช้เงินงบประมาณถึง 30,000 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นและไม่เหมาะสมในทันที
ข้อ 3.ให้ยกเลิกโครงการเช่ารถบัสใช้ก๊าซเอ็นจีวี จำนวน 6,000 คัน ของ ขสมก.ซึ่งใช้เงินงบประมาณถึง 110,000 ล้านบาททันที และถ้าจำเป็นก็ให้เปลี่ยนวิธีเป็นซื้อในราคาคันละประมาณไม่เกิน 4 ล้านบาท และใช้เงินเพียง 24,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันการปล้นชาติขนาดใหญ่อย่างได้ผลอีกด้วย และประหยัดเงินงบประมาณถึง 86,000 ล้านบาท
ข้อ 4.ให้ยกเลิกโครงการผันน้ำจากเขื่อนน้ำงึมของลาว ลอดใต้แม่น้ำโขงเข้าสู่ภาคอีสาน ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณถึง 120,000 ล้านบาท เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำ ทั้งจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคอีสาน ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้นอีก หากจำเป็นก็ให้ขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติและสายน้ำธรรมชาติ ทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้งบประมาณไม่เกิน 30,000 ล้านบาทเท่านั้น ก็จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ทั้งปี และประหยัดเงินแผ่นดินได้ถึง 90,000 ล้านบาท
ข้อ 5.ให้ยกเลิกโครงการทางหลวงพิเศษทั้งหมดที่ต้องใช้เงินงบประมาณถึง 170,000 ล้านบาท และเปลี่ยนใช้รถไฟรางคู่แทน ทั้งสายใต้ สายอีสาน และสายรอบเมืองอย่างเป็นขั้นตอน ก็จะประหยัดเงินงบประมาณได้กว่า 100,000 ล้านบาท และยังประหยัดพลังงานในอนาคตและลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่งอย่างมหาศาล
ข้อ 6.ให้ยุติการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟสที่สองที่ต้องใช้เงินประมาณ 70,000 ล้านบาท และให้ปรับปรุงสนามบินดอนเมืองใช้แทน ซึ่งใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท
ข้อ 7.ให้จัดการประมูลรถไฟฟ้าใต้ดินทั้งหมดให้เป็นไปโดยโปร่งใส และเป็นสากล ยุติการล็อคสเป็คงานและสเป็คผู้รับเหมา ยุติการฉ้อฉลปล้นชาติขนาดใหญ่ในโครงการนี้ในทันที
ข้อ 8.ให้เปิดเผยข้อมูลการทำโครงการที่ใช้เงินงบประมาณเกิน 5,000 ล้านบาทต่อสาธารณะอย่างกว้างขวาง ให้ควบคุมตรวจสอบความจำเป็นใหม่และให้ควบคุมตรวจสอบการประมูลให้เป็นไปโดยโปร่งใส เป็นธรรม และเป็นสากล
ข้อ 9.ให้ยกเลิกโครงการและงบประมาณตามร่างกฎหมายงบประมาณสำหรับโครงการที่ไม่จำเป็น หรือที่ไม่สุจริต หรือที่เป็นไปเพื่อหาเสียงทางการเมือง รวมทั้งยกเลิกงบ ส.ส.คนละ 60 ล้านบาทในทันที
ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสนองกระแสพระราชดำรัสนี้ให้เป็นผลสำเร็จเพื่อไม่ให้ชาติล่มจมตามที่ทรงแนะนำไว้ โดยเฉพาะข้าราชการ ขอให้มีความกล้าหาญ มีความเด็ดเดี่ยว มีความสัตย์สุจริตและยืนหยัดปฏิบัติตามกระแสพระราชดำรัสอย่างเต็มกำลังต่อไป
ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099566
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายพิภพ ธงไชย อ่านประกาศพันธมิตรฯ ฉบับที่ 9/2551
เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พร้อมประกาศพันธมิตรฯ ฉบับที่ 9/2551 ดังนี้
ประกาศพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 9/2551
เรื่อง
เร่งรับสนองกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับคณะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 เป็นใจความว่า
“ขอให้ท่านทั้งหลายบริหารเงินไม่ให้หมด เพื่อให้ประเทศชาติมีเงินใช้ ขอขอบคุณที่มีความตั้งใจบริหารเงินของชาติไม่ให้หมดไป ให้มีใช้”
“ขอบใจที่เหน็ดเหนื่อยเรื่องการเงิน ซึ่งเป็นงานหนัก และสามารถปฏิบัติงานด้านการเงินเป็นที่เรียบร้อยไม่ให้บ้านเมืองล่มจม แม้ตอนนี้ใกล้ล่มจมแล้ว ซึ่งอาจใช้เงินไม่ระวัง เพราะใช้เงินไม่ระวัง”
“เรารู้ว่าท่านเหน็ดเหนื่อย ลำบากใจ นอกจากเหน็ดเหนื่อยแล้วยังถูกหาว่าทำไม่ได้ดี ทำไม่ถูกต้อง ขอบใจทุกคนที่มาในวันนี้ และยังทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้บ้านเมืองมีเงินใช้ ใครที่บริหารการคลังควรรู้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญของชาติบ้านเมือง”
กระแสพระราชดำรัสดังได้อัญเชิญมาข้างต้นนี้มีความชัดเจน และถูกตรงกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังมีการใช้จ่ายเงินเกินตัว มีการใช้จ่ายเงินโดยไม่ระวัง ไม่คำนึงถึงการบริหารการคลังที่สำคัญที่สุด มีลักษณะตั้งโครงการผลาญชาติผลาญแผ่นดิน ทำให้เงินแผ่นดินหมดสิ้นไปโดยไม่จำเป็นหรือไร้ประโยชน์ เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง แล้วเอาไปซื้อเสียง ซื้อผู้แทนราษฎร ก่อวงจรอุบาทว์อย่างไม่ขาดสายขึ้นในบ้านเมือง
ในฐานะตัวแทนประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงทราบทุกข์เข็ญของบ้านเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน และทรงพระราชทานแนวทางที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางและหลักปฏิบัติของคนทั้งปวงในแผ่นดิน ซึ่งประชาชนผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกชีวิต ขอน้อมรับกระแสพระราชดำรัสนี้เทิดไว้เหนือเกล้า และจะปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลขึ้นดังพระราชดำรัสทุกประการ
เพื่อการนี้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งสนองกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวอย่างเคร่งครัด อย่างเต็มกำลัง และโดยเร็วที่สุด เพื่อการนี้ เราเรียกร้องดังต่อไปนี้
ข้อ 1.ให้หยุดโครงการประชานิยมที่ล้างผลาญงบประมาณเพื่อหาเสียงทางการเมืองทั้งหมดในทันที และคิดอ่านโครงการใหม่ที่ทำให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้อย่างยั่งยืนทดแทน
ข้อ 2.ให้ระงับโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่ต้องใช้เงินงบประมาณถึง 30,000 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นและไม่เหมาะสมในทันที
ข้อ 3.ให้ยกเลิกโครงการเช่ารถบัสใช้ก๊าซเอ็นจีวี จำนวน 6,000 คัน ของ ขสมก.ซึ่งใช้เงินงบประมาณถึง 110,000 ล้านบาททันที และถ้าจำเป็นก็ให้เปลี่ยนวิธีเป็นซื้อในราคาคันละประมาณไม่เกิน 4 ล้านบาท และใช้เงินเพียง 24,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันการปล้นชาติขนาดใหญ่อย่างได้ผลอีกด้วย และประหยัดเงินงบประมาณถึง 86,000 ล้านบาท
ข้อ 4.ให้ยกเลิกโครงการผันน้ำจากเขื่อนน้ำงึมของลาว ลอดใต้แม่น้ำโขงเข้าสู่ภาคอีสาน ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณถึง 120,000 ล้านบาท เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำ ทั้งจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคอีสาน ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้นอีก หากจำเป็นก็ให้ขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติและสายน้ำธรรมชาติ ทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้งบประมาณไม่เกิน 30,000 ล้านบาทเท่านั้น ก็จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ทั้งปี และประหยัดเงินแผ่นดินได้ถึง 90,000 ล้านบาท
ข้อ 5.ให้ยกเลิกโครงการทางหลวงพิเศษทั้งหมดที่ต้องใช้เงินงบประมาณถึง 170,000 ล้านบาท และเปลี่ยนใช้รถไฟรางคู่แทน ทั้งสายใต้ สายอีสาน และสายรอบเมืองอย่างเป็นขั้นตอน ก็จะประหยัดเงินงบประมาณได้กว่า 100,000 ล้านบาท และยังประหยัดพลังงานในอนาคตและลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่งอย่างมหาศาล
ข้อ 6.ให้ยุติการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟสที่สองที่ต้องใช้เงินประมาณ 70,000 ล้านบาท และให้ปรับปรุงสนามบินดอนเมืองใช้แทน ซึ่งใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท
ข้อ 7.ให้จัดการประมูลรถไฟฟ้าใต้ดินทั้งหมดให้เป็นไปโดยโปร่งใส และเป็นสากล ยุติการล็อคสเป็คงานและสเป็คผู้รับเหมา ยุติการฉ้อฉลปล้นชาติขนาดใหญ่ในโครงการนี้ในทันที
ข้อ 8.ให้เปิดเผยข้อมูลการทำโครงการที่ใช้เงินงบประมาณเกิน 5,000 ล้านบาทต่อสาธารณะอย่างกว้างขวาง ให้ควบคุมตรวจสอบความจำเป็นใหม่และให้ควบคุมตรวจสอบการประมูลให้เป็นไปโดยโปร่งใส เป็นธรรม และเป็นสากล
ข้อ 9.ให้ยกเลิกโครงการและงบประมาณตามร่างกฎหมายงบประมาณสำหรับโครงการที่ไม่จำเป็น หรือที่ไม่สุจริต หรือที่เป็นไปเพื่อหาเสียงทางการเมือง รวมทั้งยกเลิกงบ ส.ส.คนละ 60 ล้านบาทในทันที
ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสนองกระแสพระราชดำรัสนี้ให้เป็นผลสำเร็จเพื่อไม่ให้ชาติล่มจมตามที่ทรงแนะนำไว้ โดยเฉพาะข้าราชการ ขอให้มีความกล้าหาญ มีความเด็ดเดี่ยว มีความสัตย์สุจริตและยืนหยัดปฏิบัติตามกระแสพระราชดำรัสอย่างเต็มกำลังต่อไป
ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099566
แฉ “แม้ว” ผวา พปช.แตก! ต่อสายตรงโอด “ยอมกลืนเลือด” สยบปัญหา
แฉ “แม้ว” ผวา พปช.แตก ออกโรงหย่าศึกภายในด้วยตัวเอง หลัง ส.ส.ขู่ล่าชื่อไล่เฉ่ง "หมัก" ด้าน “ไพจิต” ยอมรับ “นายใหญ่” ต่อสายตรงหวังสยบปัญหาทุกๆ กลุ่ม ด้าน “กรุง” แย้ม “อดีตนายกฯ” โทรให้กำลังใจ ย้ำสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ส่วน “เนวิน” เตรียมแจ้นบินเคลียร์ถึงอังกฤษเร็วๆ นี้
วานนี้ (20 ส.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบื้องหลังของการสยบปัญหาภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ในซีกของ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ ยอมรับว่าเมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาได้มี ส.ส.ภาคเหนือส่วนหนึ่งหารือกันโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหา ส.ส.ในกลุ่มเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ได้เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนที่อยู่ได้พูดคุยด้วย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ย้ำว่า ทราบความเคลื่อนไหวในการเข้าชื่อของ ส.ส.เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค กรณีปล่อยให้ สตช.เผยแพร่หมายจับออกไปทั่วประเทศแล้ว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้บอกอีกว่า ที่ผ่านมาก็โดนมาเยอะ กลืนเลือดก็ต้องกลืน ทั้งปัญหาในภายในและนอกพรรค ไม่คิดว่าจะถูกกระทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ตอนหาเสียงและจนทุกวันนี้ใช้ชื่อตนไปหาเสียง และยังให้กำลังใจทุกคนในการทำงาน เพราะขณะนี้อยู่ในที่ปลอดภัยดีแล้ว อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับว่าทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวแก๊งออฟโฟร์แล้ว
ด้าน ส.ส.ภาคเหนือ ได้แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่า มี ส.ส.หลายคนกำลังเช็กเวลาเพื่อจะเดินทางบินไปเยี่ยมที่ประเทศอังกฤษด้วย โดยมีประมาณ 7-8 คน ซึ่งเตรียมที่จะบินไปช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ หลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เสร็จสิ้น
ขณะที่ นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า การที่นายสมัครได้มาพูดในที่ประชุมพรรค ถือเป็นการพูดตามสไตล์ และเป็นแบบฉบับในการบริหาร ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางการเมืองก็ต้องช่วยกันประคับประคองกันไป เพราะการทำงานการเมืองจะให้ถูกใจทุกคนทั้งหมดคงไม่ได้ ก็มีขัดใจกันบ้าง บางทีก็ต้องพยายามอดทน
เมื่อถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีส่วนแนะนำการยุติปัญหาภายในบ้างหรือไม่ นายไพจิต กล่าวว่า ท่านได้ส่งสัญญาณผ่าน ส.ส.บางคน ขอให้ช่วยรักษาพรรค ช่วยกันทำภาระทางการเมือง และขอให้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ เป็นความจริงหรือไม่นั้น นายไพจิต กล่าวยอมรับว่า ท่านก็โทรคุยกับทุกกลุ่ม ทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี ท่านต้องการให้เกิดความนิ่งให้รัฐบาลบริหารไปได้ หากปล่อยให้เกิดมีเหตุการณ์อย่างนี้ ก็มีปัญหาไม่จบสิ้น ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบยื่นเรื่องแก๊งออฟโฟร์ให้ ป.ป.ช.นั้น จากที่ได้ฟังการพูดในที่ประชุมแล้ว ทางกลุ่มยังไม่ได้หารือ เพราะต้องขอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน แต่ยังติดตามตรวจสอบการทำงานต่อไป
ด้าน นายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กลุ่มภาคกลาง ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับ ส.ส.ในกลุ่มเมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่าน โดยให้กำลังใจ และให้ร่วมกันทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไป พร้อมทั้งขอให้อดทนไว้ และย้ำว่า ไม่ต้องเป็นห่วง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังสบายดี
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากเกิดปัญหาขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน และความไม่เข้าใจกันของ ส.ส.ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งการออกมาแฉกลุ่มแก๊งค์ออฟโฟร์ ที่มีคนใกล้ชิดนายสมัคร และนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีผลกระทบไปถึง พ.ต.ท. ทักษิณ เพราะที่กลุ่มที่ตกเป็นข่าวดังกล่าว เหมือนเตรียมระดมทุนเพื่อไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ในอนาคต พร้อมได้ทราบความเคลื่อนไหมมาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดคนใกล้ชิดในกลุ่มเพื่อนเนวินแจ้งว่า ในช่วงวันสองวันนี้ นายเนวินได้เตรียมบินไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000098674
วานนี้ (20 ส.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบื้องหลังของการสยบปัญหาภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ในซีกของ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ ยอมรับว่าเมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาได้มี ส.ส.ภาคเหนือส่วนหนึ่งหารือกันโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหา ส.ส.ในกลุ่มเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ได้เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนที่อยู่ได้พูดคุยด้วย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ย้ำว่า ทราบความเคลื่อนไหวในการเข้าชื่อของ ส.ส.เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค กรณีปล่อยให้ สตช.เผยแพร่หมายจับออกไปทั่วประเทศแล้ว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้บอกอีกว่า ที่ผ่านมาก็โดนมาเยอะ กลืนเลือดก็ต้องกลืน ทั้งปัญหาในภายในและนอกพรรค ไม่คิดว่าจะถูกกระทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ตอนหาเสียงและจนทุกวันนี้ใช้ชื่อตนไปหาเสียง และยังให้กำลังใจทุกคนในการทำงาน เพราะขณะนี้อยู่ในที่ปลอดภัยดีแล้ว อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับว่าทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวแก๊งออฟโฟร์แล้ว
ด้าน ส.ส.ภาคเหนือ ได้แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่า มี ส.ส.หลายคนกำลังเช็กเวลาเพื่อจะเดินทางบินไปเยี่ยมที่ประเทศอังกฤษด้วย โดยมีประมาณ 7-8 คน ซึ่งเตรียมที่จะบินไปช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ หลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เสร็จสิ้น
ขณะที่ นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า การที่นายสมัครได้มาพูดในที่ประชุมพรรค ถือเป็นการพูดตามสไตล์ และเป็นแบบฉบับในการบริหาร ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางการเมืองก็ต้องช่วยกันประคับประคองกันไป เพราะการทำงานการเมืองจะให้ถูกใจทุกคนทั้งหมดคงไม่ได้ ก็มีขัดใจกันบ้าง บางทีก็ต้องพยายามอดทน
เมื่อถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีส่วนแนะนำการยุติปัญหาภายในบ้างหรือไม่ นายไพจิต กล่าวว่า ท่านได้ส่งสัญญาณผ่าน ส.ส.บางคน ขอให้ช่วยรักษาพรรค ช่วยกันทำภาระทางการเมือง และขอให้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ เป็นความจริงหรือไม่นั้น นายไพจิต กล่าวยอมรับว่า ท่านก็โทรคุยกับทุกกลุ่ม ทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี ท่านต้องการให้เกิดความนิ่งให้รัฐบาลบริหารไปได้ หากปล่อยให้เกิดมีเหตุการณ์อย่างนี้ ก็มีปัญหาไม่จบสิ้น ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบยื่นเรื่องแก๊งออฟโฟร์ให้ ป.ป.ช.นั้น จากที่ได้ฟังการพูดในที่ประชุมแล้ว ทางกลุ่มยังไม่ได้หารือ เพราะต้องขอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน แต่ยังติดตามตรวจสอบการทำงานต่อไป
ด้าน นายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กลุ่มภาคกลาง ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับ ส.ส.ในกลุ่มเมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่าน โดยให้กำลังใจ และให้ร่วมกันทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไป พร้อมทั้งขอให้อดทนไว้ และย้ำว่า ไม่ต้องเป็นห่วง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังสบายดี
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากเกิดปัญหาขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน และความไม่เข้าใจกันของ ส.ส.ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งการออกมาแฉกลุ่มแก๊งค์ออฟโฟร์ ที่มีคนใกล้ชิดนายสมัคร และนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีผลกระทบไปถึง พ.ต.ท. ทักษิณ เพราะที่กลุ่มที่ตกเป็นข่าวดังกล่าว เหมือนเตรียมระดมทุนเพื่อไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ในอนาคต พร้อมได้ทราบความเคลื่อนไหมมาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดคนใกล้ชิดในกลุ่มเพื่อนเนวินแจ้งว่า ในช่วงวันสองวันนี้ นายเนวินได้เตรียมบินไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000098674
“หมัก” อุ้ม “แม้ว” ลั่นไม่มีนโยบายถอนพาสปอร์ตแดง
นายกฯ อุ้ม “แม้ว” ชัด อ้างยังไม่พบเจ้ากระทรวงบัวแก้วประกาศ ลั่นไม่มีนโยบายถอนพาสปอร์ต เคืองสื่อใช้สายตาข่มขู่ หลังถูกซักเรื่องจะเข้าไต่สวนศาล รธน.หรือไม่ กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป
วันนี้ (22 ส.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมายังที่ทำการพรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรี เพื่อบันทึกเทปชี้แจงผลการดำเนินงานของพรรคการเมือง ความยาวประมาณ 20 นาที ที่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และจะออกอากาศภายในเดือนตุลาคมนี้
ภายหลังการบันทึกเทปผู้สื่อข่าวถามถึงการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้นายกฯ ตัดสินใจ นายสมัคร กล่าวว่า ยังไม่ได้พบกันก็เลยยังไม่มีนโยบาย
เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดนายสมัครเข้าไต่สวนจากการจัดรายการชิมไปบ่นไป ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 กันยายนว่าจะไปให้ปากคำด้วยตัวเองหรือไม่ แต่นายสมัครปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยถอนหายใจพร้อมหันมาทางกลุ่มผู้สื่อข่าวด้วยสายตาขุ่นเคือง ก่อนก้าวขึ้นรถและเดินทางออกจากทำการ พปช.ไปอย่างรวดเร็ว
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099358
วันนี้ (22 ส.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมายังที่ทำการพรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรี เพื่อบันทึกเทปชี้แจงผลการดำเนินงานของพรรคการเมือง ความยาวประมาณ 20 นาที ที่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และจะออกอากาศภายในเดือนตุลาคมนี้
ภายหลังการบันทึกเทปผู้สื่อข่าวถามถึงการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้นายกฯ ตัดสินใจ นายสมัคร กล่าวว่า ยังไม่ได้พบกันก็เลยยังไม่มีนโยบาย
เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดนายสมัครเข้าไต่สวนจากการจัดรายการชิมไปบ่นไป ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 กันยายนว่าจะไปให้ปากคำด้วยตัวเองหรือไม่ แต่นายสมัครปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยถอนหายใจพร้อมหันมาทางกลุ่มผู้สื่อข่าวด้วยสายตาขุ่นเคือง ก่อนก้าวขึ้นรถและเดินทางออกจากทำการ พปช.ไปอย่างรวดเร็ว
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099358
ทนายกู้ชาติยันติดหมายจับ “แม้ว” ไม่ผิด - ย้ำช่วยราชการตามล่าอาชญากร
ทนายกู้ชาติ ยัน พันธมิตรฯติดประกาศหมายจับ “แม้วกับเมีย” ไม่มีความผิด ย้ำเจตนาช่วยทางราชการตามหาตัวอาชญากร น่าจะได้รางวัลนำจับด้วยซ้ำ เตือนทนายฝ่ายตรงข้ามอาจโดนข้อหาปกปิดซ่อนเร้นผู้ต้องหา หากอ้างว่าได้รับมอบอำนาจมาแจ้งความดำเนินคดี
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสุวัตร อภัยภักดิ์ กล่าวถึงข้อกฎหมาย
วันนี้ (21 ส.ค.) นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวย้ำถึงข้อฎหมายกรณีที่มีทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไปแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า ติดตั้งคัตเอาต์บิดเบือนหมายจับเข้าข่ายลักษณะปลอมแปลงเอกสารทางราชการ โดย นายสุวัตร ยืนยันพันธมิตรฯไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และชี้ให้เห็นว่าการนำเรื่องนี้ไปแจ้งความถือว่าไม่มีอะไรจะสู้แล้ว
นายสุวัตร กล่าวว่า หมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น มีอยู่จริงและออกโดยศาล ซึ่งพันธมิตรฯก็มีหน้าที่ช่วยเหลือราชการ นำมาขยายให้ใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันหมายจับเหล่านี้ก็ได้เผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว
นายสุวัตร ย้ำว่า การกล่าวหาว่า พันธมิตรฯมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารนั้น ต้องดูที่เจตนา และยกตัวอย่างการปลอมแปลง เช่น กรณีการพิมพ์แบงก์ปลอม ก็ทำขนาดและลักษณะเหมือนกันทุกอย่าง แต่กรณีนี้หมายจับมีจริง แต่มีขนาดเล็กเท่ากระดาษเอ 4 แต่เราต้องการช่วยเหลือราชการจึงนำมาขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งตำรวจก็เคยทำแบบนี้ แม้ว่าอาจจะไม่ใหญ่แบบนี้ แต่ก็เคยทำในลักษณะเดียวกัน
ขณะเดียวกัน นายสุวัตร ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน หลบหนี อยู่ต่างประเทศ ดังนั้น การที่ทนายความอ้างว่าได้รับมอบอำนาจนั้นแสดงว่ามีการติดต่อกันถือว่าปิดบังซ่อนเร้นผู้ต้องหาหรือไม่
นายสุวัตร ได้กล่าวไปถึงพันธมิตรฯทั่วประเทศ ว่า การปิดหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่มีความผิด ขณะเดียวกัน ถ้ามีการจับกุมตัวได่น่าจะมีรางวัลนำจับด้วย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000099134
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสุวัตร อภัยภักดิ์ กล่าวถึงข้อกฎหมาย
วันนี้ (21 ส.ค.) นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวย้ำถึงข้อฎหมายกรณีที่มีทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไปแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า ติดตั้งคัตเอาต์บิดเบือนหมายจับเข้าข่ายลักษณะปลอมแปลงเอกสารทางราชการ โดย นายสุวัตร ยืนยันพันธมิตรฯไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และชี้ให้เห็นว่าการนำเรื่องนี้ไปแจ้งความถือว่าไม่มีอะไรจะสู้แล้ว
นายสุวัตร กล่าวว่า หมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น มีอยู่จริงและออกโดยศาล ซึ่งพันธมิตรฯก็มีหน้าที่ช่วยเหลือราชการ นำมาขยายให้ใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันหมายจับเหล่านี้ก็ได้เผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว
นายสุวัตร ย้ำว่า การกล่าวหาว่า พันธมิตรฯมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารนั้น ต้องดูที่เจตนา และยกตัวอย่างการปลอมแปลง เช่น กรณีการพิมพ์แบงก์ปลอม ก็ทำขนาดและลักษณะเหมือนกันทุกอย่าง แต่กรณีนี้หมายจับมีจริง แต่มีขนาดเล็กเท่ากระดาษเอ 4 แต่เราต้องการช่วยเหลือราชการจึงนำมาขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งตำรวจก็เคยทำแบบนี้ แม้ว่าอาจจะไม่ใหญ่แบบนี้ แต่ก็เคยทำในลักษณะเดียวกัน
ขณะเดียวกัน นายสุวัตร ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน หลบหนี อยู่ต่างประเทศ ดังนั้น การที่ทนายความอ้างว่าได้รับมอบอำนาจนั้นแสดงว่ามีการติดต่อกันถือว่าปิดบังซ่อนเร้นผู้ต้องหาหรือไม่
นายสุวัตร ได้กล่าวไปถึงพันธมิตรฯทั่วประเทศ ว่า การปิดหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่มีความผิด ขณะเดียวกัน ถ้ามีการจับกุมตัวได่น่าจะมีรางวัลนำจับด้วย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000099134
วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551
"แถลงลี้ภัย ทักษิณ"
ทักษิณ"ร่อนแถลงขอลี้ภัยลอนดอน!
โอดอยู่ไทยไม่ปลอดภัย แถมกระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซง หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม รับไม่ใช่คนดีแต่ไม่ใช่คนเลว ลั่นหากมีวาสนาจะกลับมาตายบนแผ่นดินไทย
วันนี้ (11 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.50 น. สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เป็นโทรทัศน์ช่องแรกที่อ่านแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขียนด้วยลายมือเนื้อความระบุว่า
"ก่อนอื่น กระผมต้องกราบขอประทานอภัยต่อคณะผู้พิพากษาที่ดินรัชดาฯ รวมถึงพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนผมทุกท่าน ที่ผมและภรรยาได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ยึดหลักการประชาธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใด และไม่ได้ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัว พร้อมกับบุคคลผู้ใกล้ชิด เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากความต้องการขจัดผมออกจากการเมือง ด้วยความพยายามลอบสังหาร นอกจากนี้ ยังตามมาด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่งตั้งคณะบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์มาดำเนินคดีเฉพาะตัวผมและครอบครัว
ร่างรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ แต่งตั้งบุคคลที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรต่างๆ เพื่อดำเนินการกับผมเมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรคพลังประชาชน ที่ผู้สมัครส่วนมากมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม ให้กลับคืนมาทำหน้าที่แทนของพวกเขา ผมคิดว่าเหตุการณ์คงจะดีขึ้น ผมคงมีโอกาสได้กลับไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 แต่เหตุการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมและครอบครัวเป็นเสมือนผลไม้ ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลของมันก็ย่อมเป็นพิษตามไปด้วย นั่นก็คือยังคงมีการสืบทอดระบอบเผด็จการในการจัดการการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ตามมาด้วยการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเอาผลลัพธ์ที่อยากจะได้เป็นตัวตั้ง เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ถือว่าเป็นศัตรูทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงระบบกฎหมาย ระบบข้อเท็จจริง และการสอบสวนดำเนินคดีตามหลักนิติธรรมสากล ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นผลย้อนหลัง ไม่ยอมใช้หลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐ ผมและครอบครัวได้ถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง
การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการใช้ระบบ 2 มาตรฐานที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผมและครอบครัว พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ยังเทียบไม่ได้กับการที่ระบบยุติธรรมของประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือ สั่งสมมาเป็นเวลานานต้องเสื่อมลง เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมืองจนขาดความเป็นกลาง ซึ่งเป็นผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง
นอกจากนี้ ผมได้รับข่าวสารตลอดว่า ชีวิตของกระผมไม่ปลอดภัยในการเดินทางไปไหนมาไหน จึงต้องใช้รถกันกระสุน นี่คือผลที่ได้รับจากการเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศ ราชบัลลังก์ และประชาชน ด้วยความทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอด เกือบ 6 ปีที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมจึงต้องขออภัยอีกครั้งหนึ่ง ที่ต้องตัดสินใจมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และขอยืนยันว่า ข้อที่ 1 ผมและครอบครัว มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ทุกพระองค์ อย่างหาที่สุดมิได้ แม้ว่าจะมีผู้จงใจใส่ร้ายมาโดยตลอด ข้อที่ 2 ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะแถลงความจริงในทุกท่านทราบ วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม ขอให้ผู้สนับสนุนอดทนอีกนิดหนึ่งครับ ข้อที่ 3 หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกๆ คน ด้วยความเคารพรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
เดลินิวส์
http://news.thaihealth.net/modules.php?name=News&file=article&sid=3349
โอดอยู่ไทยไม่ปลอดภัย แถมกระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซง หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม รับไม่ใช่คนดีแต่ไม่ใช่คนเลว ลั่นหากมีวาสนาจะกลับมาตายบนแผ่นดินไทย
วันนี้ (11 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.50 น. สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เป็นโทรทัศน์ช่องแรกที่อ่านแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขียนด้วยลายมือเนื้อความระบุว่า
"ก่อนอื่น กระผมต้องกราบขอประทานอภัยต่อคณะผู้พิพากษาที่ดินรัชดาฯ รวมถึงพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนผมทุกท่าน ที่ผมและภรรยาได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ยึดหลักการประชาธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใด และไม่ได้ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัว พร้อมกับบุคคลผู้ใกล้ชิด เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากความต้องการขจัดผมออกจากการเมือง ด้วยความพยายามลอบสังหาร นอกจากนี้ ยังตามมาด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่งตั้งคณะบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์มาดำเนินคดีเฉพาะตัวผมและครอบครัว
ร่างรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ แต่งตั้งบุคคลที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรต่างๆ เพื่อดำเนินการกับผมเมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรคพลังประชาชน ที่ผู้สมัครส่วนมากมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม ให้กลับคืนมาทำหน้าที่แทนของพวกเขา ผมคิดว่าเหตุการณ์คงจะดีขึ้น ผมคงมีโอกาสได้กลับไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 แต่เหตุการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมและครอบครัวเป็นเสมือนผลไม้ ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลของมันก็ย่อมเป็นพิษตามไปด้วย นั่นก็คือยังคงมีการสืบทอดระบอบเผด็จการในการจัดการการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ตามมาด้วยการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเอาผลลัพธ์ที่อยากจะได้เป็นตัวตั้ง เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ถือว่าเป็นศัตรูทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงระบบกฎหมาย ระบบข้อเท็จจริง และการสอบสวนดำเนินคดีตามหลักนิติธรรมสากล ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นผลย้อนหลัง ไม่ยอมใช้หลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐ ผมและครอบครัวได้ถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง
การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการใช้ระบบ 2 มาตรฐานที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผมและครอบครัว พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ยังเทียบไม่ได้กับการที่ระบบยุติธรรมของประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือ สั่งสมมาเป็นเวลานานต้องเสื่อมลง เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมืองจนขาดความเป็นกลาง ซึ่งเป็นผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง
นอกจากนี้ ผมได้รับข่าวสารตลอดว่า ชีวิตของกระผมไม่ปลอดภัยในการเดินทางไปไหนมาไหน จึงต้องใช้รถกันกระสุน นี่คือผลที่ได้รับจากการเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศ ราชบัลลังก์ และประชาชน ด้วยความทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอด เกือบ 6 ปีที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมจึงต้องขออภัยอีกครั้งหนึ่ง ที่ต้องตัดสินใจมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และขอยืนยันว่า ข้อที่ 1 ผมและครอบครัว มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ทุกพระองค์ อย่างหาที่สุดมิได้ แม้ว่าจะมีผู้จงใจใส่ร้ายมาโดยตลอด ข้อที่ 2 ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะแถลงความจริงในทุกท่านทราบ วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม ขอให้ผู้สนับสนุนอดทนอีกนิดหนึ่งครับ ข้อที่ 3 หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกๆ คน ด้วยความเคารพรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
เดลินิวส์
http://news.thaihealth.net/modules.php?name=News&file=article&sid=3349
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
คลังบทความของบล็อก
-
▼
2008
(30)
- ▼ 09/07 - 09/14 (6)
- ► 08/31 - 09/07 (3)
- ► 08/24 - 08/31 (10)
- ► 08/17 - 08/24 (4)
- ► 08/10 - 08/17 (1)
- ► 07/27 - 08/03 (2)
- ► 07/20 - 07/27 (1)
- ► 07/13 - 07/20 (1)
- ► 07/06 - 07/13 (1)
- ► 06/22 - 06/29 (1)