Thailand
เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นี่คือ ประวัติศาสตร์ที่อย่างให้ใครมาบิดเบือน - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551
แฉ “แม้ว” ผวา พปช.แตก! ต่อสายตรงโอด “ยอมกลืนเลือด” สยบปัญหา
วานนี้ (20 ส.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบื้องหลังของการสยบปัญหาภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ในซีกของ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ ยอมรับว่าเมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาได้มี ส.ส.ภาคเหนือส่วนหนึ่งหารือกันโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหา ส.ส.ในกลุ่มเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ได้เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนที่อยู่ได้พูดคุยด้วย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ย้ำว่า ทราบความเคลื่อนไหวในการเข้าชื่อของ ส.ส.เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค กรณีปล่อยให้ สตช.เผยแพร่หมายจับออกไปทั่วประเทศแล้ว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้บอกอีกว่า ที่ผ่านมาก็โดนมาเยอะ กลืนเลือดก็ต้องกลืน ทั้งปัญหาในภายในและนอกพรรค ไม่คิดว่าจะถูกกระทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ตอนหาเสียงและจนทุกวันนี้ใช้ชื่อตนไปหาเสียง และยังให้กำลังใจทุกคนในการทำงาน เพราะขณะนี้อยู่ในที่ปลอดภัยดีแล้ว อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับว่าทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวแก๊งออฟโฟร์แล้ว
ด้าน ส.ส.ภาคเหนือ ได้แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่า มี ส.ส.หลายคนกำลังเช็กเวลาเพื่อจะเดินทางบินไปเยี่ยมที่ประเทศอังกฤษด้วย โดยมีประมาณ 7-8 คน ซึ่งเตรียมที่จะบินไปช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ หลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เสร็จสิ้น
ขณะที่ นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า การที่นายสมัครได้มาพูดในที่ประชุมพรรค ถือเป็นการพูดตามสไตล์ และเป็นแบบฉบับในการบริหาร ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางการเมืองก็ต้องช่วยกันประคับประคองกันไป เพราะการทำงานการเมืองจะให้ถูกใจทุกคนทั้งหมดคงไม่ได้ ก็มีขัดใจกันบ้าง บางทีก็ต้องพยายามอดทน
เมื่อถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีส่วนแนะนำการยุติปัญหาภายในบ้างหรือไม่ นายไพจิต กล่าวว่า ท่านได้ส่งสัญญาณผ่าน ส.ส.บางคน ขอให้ช่วยรักษาพรรค ช่วยกันทำภาระทางการเมือง และขอให้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับ ส.ส.กลุ่มภาคเหนือ เป็นความจริงหรือไม่นั้น นายไพจิต กล่าวยอมรับว่า ท่านก็โทรคุยกับทุกกลุ่ม ทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี ท่านต้องการให้เกิดความนิ่งให้รัฐบาลบริหารไปได้ หากปล่อยให้เกิดมีเหตุการณ์อย่างนี้ ก็มีปัญหาไม่จบสิ้น ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบยื่นเรื่องแก๊งออฟโฟร์ให้ ป.ป.ช.นั้น จากที่ได้ฟังการพูดในที่ประชุมแล้ว ทางกลุ่มยังไม่ได้หารือ เพราะต้องขอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน แต่ยังติดตามตรวจสอบการทำงานต่อไป
ด้าน นายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กลุ่มภาคกลาง ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับ ส.ส.ในกลุ่มเมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่าน โดยให้กำลังใจ และให้ร่วมกันทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไป พร้อมทั้งขอให้อดทนไว้ และย้ำว่า ไม่ต้องเป็นห่วง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังสบายดี
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากเกิดปัญหาขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน และความไม่เข้าใจกันของ ส.ส.ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งการออกมาแฉกลุ่มแก๊งค์ออฟโฟร์ ที่มีคนใกล้ชิดนายสมัคร และนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีผลกระทบไปถึง พ.ต.ท. ทักษิณ เพราะที่กลุ่มที่ตกเป็นข่าวดังกล่าว เหมือนเตรียมระดมทุนเพื่อไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ในอนาคต พร้อมได้ทราบความเคลื่อนไหมมาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดคนใกล้ชิดในกลุ่มเพื่อนเนวินแจ้งว่า ในช่วงวันสองวันนี้ นายเนวินได้เตรียมบินไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000098674
“หมัก” อุ้ม “แม้ว” ลั่นไม่มีนโยบายถอนพาสปอร์ตแดง
วันนี้ (22 ส.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมายังที่ทำการพรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรี เพื่อบันทึกเทปชี้แจงผลการดำเนินงานของพรรคการเมือง ความยาวประมาณ 20 นาที ที่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และจะออกอากาศภายในเดือนตุลาคมนี้
ภายหลังการบันทึกเทปผู้สื่อข่าวถามถึงการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้นายกฯ ตัดสินใจ นายสมัคร กล่าวว่า ยังไม่ได้พบกันก็เลยยังไม่มีนโยบาย
เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดนายสมัครเข้าไต่สวนจากการจัดรายการชิมไปบ่นไป ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 กันยายนว่าจะไปให้ปากคำด้วยตัวเองหรือไม่ แต่นายสมัครปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยถอนหายใจพร้อมหันมาทางกลุ่มผู้สื่อข่าวด้วยสายตาขุ่นเคือง ก่อนก้าวขึ้นรถและเดินทางออกจากทำการ พปช.ไปอย่างรวดเร็ว
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099358
ทนายกู้ชาติยันติดหมายจับ “แม้ว” ไม่ผิด - ย้ำช่วยราชการตามล่าอาชญากร
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง นายสุวัตร อภัยภักดิ์ กล่าวถึงข้อกฎหมาย
วันนี้ (21 ส.ค.) นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวย้ำถึงข้อฎหมายกรณีที่มีทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไปแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า ติดตั้งคัตเอาต์บิดเบือนหมายจับเข้าข่ายลักษณะปลอมแปลงเอกสารทางราชการ โดย นายสุวัตร ยืนยันพันธมิตรฯไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และชี้ให้เห็นว่าการนำเรื่องนี้ไปแจ้งความถือว่าไม่มีอะไรจะสู้แล้ว
นายสุวัตร กล่าวว่า หมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น มีอยู่จริงและออกโดยศาล ซึ่งพันธมิตรฯก็มีหน้าที่ช่วยเหลือราชการ นำมาขยายให้ใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันหมายจับเหล่านี้ก็ได้เผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว
นายสุวัตร ย้ำว่า การกล่าวหาว่า พันธมิตรฯมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารนั้น ต้องดูที่เจตนา และยกตัวอย่างการปลอมแปลง เช่น กรณีการพิมพ์แบงก์ปลอม ก็ทำขนาดและลักษณะเหมือนกันทุกอย่าง แต่กรณีนี้หมายจับมีจริง แต่มีขนาดเล็กเท่ากระดาษเอ 4 แต่เราต้องการช่วยเหลือราชการจึงนำมาขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งตำรวจก็เคยทำแบบนี้ แม้ว่าอาจจะไม่ใหญ่แบบนี้ แต่ก็เคยทำในลักษณะเดียวกัน
ขณะเดียวกัน นายสุวัตร ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน หลบหนี อยู่ต่างประเทศ ดังนั้น การที่ทนายความอ้างว่าได้รับมอบอำนาจนั้นแสดงว่ามีการติดต่อกันถือว่าปิดบังซ่อนเร้นผู้ต้องหาหรือไม่
นายสุวัตร ได้กล่าวไปถึงพันธมิตรฯทั่วประเทศ ว่า การปิดหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่มีความผิด ขณะเดียวกัน ถ้ามีการจับกุมตัวได่น่าจะมีรางวัลนำจับด้วย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9510000099134
วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551
"แถลงลี้ภัย ทักษิณ"
โอดอยู่ไทยไม่ปลอดภัย แถมกระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซง หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม รับไม่ใช่คนดีแต่ไม่ใช่คนเลว ลั่นหากมีวาสนาจะกลับมาตายบนแผ่นดินไทย
วันนี้ (11 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.50 น. สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เป็นโทรทัศน์ช่องแรกที่อ่านแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขียนด้วยลายมือเนื้อความระบุว่า
"ก่อนอื่น กระผมต้องกราบขอประทานอภัยต่อคณะผู้พิพากษาที่ดินรัชดาฯ รวมถึงพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนผมทุกท่าน ที่ผมและภรรยาได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ยึดหลักการประชาธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใด และไม่ได้ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัว พร้อมกับบุคคลผู้ใกล้ชิด เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากความต้องการขจัดผมออกจากการเมือง ด้วยความพยายามลอบสังหาร นอกจากนี้ ยังตามมาด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่งตั้งคณะบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์มาดำเนินคดีเฉพาะตัวผมและครอบครัว
ร่างรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ แต่งตั้งบุคคลที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรต่างๆ เพื่อดำเนินการกับผมเมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรคพลังประชาชน ที่ผู้สมัครส่วนมากมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม ให้กลับคืนมาทำหน้าที่แทนของพวกเขา ผมคิดว่าเหตุการณ์คงจะดีขึ้น ผมคงมีโอกาสได้กลับไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 แต่เหตุการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมและครอบครัวเป็นเสมือนผลไม้ ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลของมันก็ย่อมเป็นพิษตามไปด้วย นั่นก็คือยังคงมีการสืบทอดระบอบเผด็จการในการจัดการการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ตามมาด้วยการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเอาผลลัพธ์ที่อยากจะได้เป็นตัวตั้ง เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ถือว่าเป็นศัตรูทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงระบบกฎหมาย ระบบข้อเท็จจริง และการสอบสวนดำเนินคดีตามหลักนิติธรรมสากล ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นผลย้อนหลัง ไม่ยอมใช้หลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐ ผมและครอบครัวได้ถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง
การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการใช้ระบบ 2 มาตรฐานที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผมและครอบครัว พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ยังเทียบไม่ได้กับการที่ระบบยุติธรรมของประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือ สั่งสมมาเป็นเวลานานต้องเสื่อมลง เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมืองจนขาดความเป็นกลาง ซึ่งเป็นผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง
นอกจากนี้ ผมได้รับข่าวสารตลอดว่า ชีวิตของกระผมไม่ปลอดภัยในการเดินทางไปไหนมาไหน จึงต้องใช้รถกันกระสุน นี่คือผลที่ได้รับจากการเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศ ราชบัลลังก์ และประชาชน ด้วยความทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอด เกือบ 6 ปีที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมจึงต้องขออภัยอีกครั้งหนึ่ง ที่ต้องตัดสินใจมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และขอยืนยันว่า ข้อที่ 1 ผมและครอบครัว มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ทุกพระองค์ อย่างหาที่สุดมิได้ แม้ว่าจะมีผู้จงใจใส่ร้ายมาโดยตลอด ข้อที่ 2 ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะแถลงความจริงในทุกท่านทราบ วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม ขอให้ผู้สนับสนุนอดทนอีกนิดหนึ่งครับ ข้อที่ 3 หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกๆ คน ด้วยความเคารพรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
เดลินิวส์
http://news.thaihealth.net/modules.php?name=News&file=article&sid=3349
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551
เขาพระวิหาร และ ความคืบหน้าทางการเมือง
เขาพระวิหาร และ ความคืบหน้าทางการเมือง
วันนี้ วันที่ 1 สิงหาคม 2551 เป็นวันที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง
ด้านเขาพระวิหารและความคืบหน้าทางด้านการเมืองไทย
เริ่มต้นที่เขาพระวิหาร วันนี้วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ทางด้านเขาพระวิหาร จอมขวังเวทย์จากเขมรและหมอผีชาวเขมรจำนวนมากรวมพลกัน เพื่อทำพิธี กดดวงเมืองไทย เพื่อให้ผู้ที่เป็นตัวแทนของไทยที่จะเข้าเจรจรกับผู้นำของทางกัมพูชา ให้มีความอ่อนน้อม และคล้อยตาม ทางกัมพูชา นั้น ดูเหมือนจะไม่มีผล ทางวิทยาศาสตร์ แต่มองในทางด้านจิตใจนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการกระทำที่มีผลทางจิตรวิทยาต่อชาวไทยอย่างยิ่ง เพระจำให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับ
เขาพระวิหารจิตใจหดหู่อย่างยิ่ง ถือเป็นการกระทำที่บั่นทอนกำลังใจของพี่น้องชาวใทย แต่ในทางด้านการทหารแล้ว วันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมที่ลดจำนวนทหารบริเวณเขาพระวิหาร เพื่อลดความกดดัน และ สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในบริเวณนั้น เพราะ จากการลงพื้นที่แล้ว ไม่มีอะไรน่ากังวล ถือเป็นนิมิตรหมายอันดี ในการลดจำนวนทหาร ชาวบ้านในบริเวณนั้น ก็ คงจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง
แต่ต่อจากนี้ไป ต้องติดตามการเจรจาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหลังการเจรจาก็จะสามารถบ่งชี้ได้ว่า กรณีพิพาท เขาพระวิหาร จะเป็นไปในทิศทางได
ส่วนอีกประเด็นร้อนประจำสัปดาห์คงหนีไม่พ้น ประเด็นกรณี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ศาลตัดสินในคดีร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย ซึ่งมีผลให้คุณหญิง พจมาน ชินวัตร ต้องจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา จากผลการตัดสินครั้งนี้ ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนประชิปไตย พอใจเป็นอย่างมาก โดยดูจากทั้งการปราศรัยของ ทั้ง นายสมเกีรติ พงไพบูรณ์ และแกนนำคนอื่นๆ
และหลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งถือว่าการตัดสินคดีในครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อด้าน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างมาก เพราะคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ผู้เป็นภรรยาต้องติดคุกถึง 3 ปีด้วยกัน
และนอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการทางกฎหมายได้ดำเนินไปและทำให้กลุ่มของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ถูกลงโทษมากขึ้น
จากนี้ต่อไปคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งทางด้ารกนณ๊ขีอพิพาทเขาพระวิหาร และการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นอกจากนี้ ยังลืมเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ และทิศทาง การเมืองไทย จะดำเนินไปในรูปแบบได โปรดติดตามตอนต่อไป
คำพิพากษา กรณี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ พวก
วันนี้ (31 ก.ค.) ที่ศาลอาญา องค์คณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91
โดยองค์คณะผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำพิพากษาเวลา 09.10 น.โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบุตรชาย บุตรสาว ร่วมให้กำลังใจภริยาและแม่ ท่ามกลางการร่วมลุ้นของกลุ่มผู้สนับสนุน ที่อยู่ภายในห้องพิจารณาคดีจนเต็มห้อง
ต่อมาเวลา 10.40 น. ศาลพิพากษาว่า จากการพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว พยานโจทก์มั่นคง จำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดโดยฉ้อโกง หรีออุบาย เพื่อหลีกเลี่ยง ภาษีอากร ตามฟ้อง นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 และ 2 ยังร่วมกันแจ้งความเท็จ และแสดงหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังเป็นถึงภริยาของผู้นำประเทศ ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี แต่จำเลยกลับหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่เป็นธรรมต่อสังคม
การกระทำของจำเลยทั้ง 3 จึงเป็นการกระทำความผิดสถานหนัก ร้ายแรง พิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากรคนละ 2 ปี และให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 ฐานร่วมกันจงใจแจ้งความเท็จ และแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จอีกคนละ 1 คน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลตัดสินให้ลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี และจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี โดยทุกคนสีหน้าเครียดตลอดเวลา และบรรดานักการเมืองจากพรรคพลังประชาชนหลายคนได้เดินเข้าไปยกมือไหว้ทักทายคุณหญิงพจมาน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมบุตรสาว บุตรชาย ได้เข้าไปทักทายให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนกุมมือตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และคุณหญิงพจมานได้ใช้มือขวาตบเบาๆ ที่ข้อศอกหลังแขนซ้าย พ.ต.ท.ทักษิณ จากนั้นได้ทยอยเดินออกมาจากศาล โดยคุณหญิงพจมานได้สวมแว่นตาดำ พ.ต.ท.ทักษิณ และลูกๆ เดินตามหลังไม่ห่าง อีกทั้งกลุ่มนักการเมืองปัจจุบันที่เป็นรัฐมนตรี และนักการเมืองของพรรคพลังประชาชนที่ยังถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ได้ห้อมล้อมให้กำลังใจตลอดเวลา ส่วนกองเชียร์นับพันที่ไปให้กำลังใจได้ตะโกน พร้อมปรบมือให้คุณหญิงพจมานกันอย่างพร้อมเพรียง
จากนั้นทางทนายความของจำเลยได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 8 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวจำเลยทั้ง 3 และขอยื่นสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ผู้จัดการ ออนไลท์
http://news.thaihealth.net/modules.php?name=News&file=article&sid=3308
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
“เกิดไรขึ้นกับเมืองไทยที่เรารัก”
บ้านเมืองของเราทุกวันนี้มีปัญหาหลายเรื่องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ในเรื่องของเขาพระวิหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธมิตรประชาชานเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวไม่เว้นแต่ละวัน จึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า”เกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทย” ที่พวกเราทุกคนรักและหวงแหนแห่งนี้ ความสงบสุขที่มีอยู่หายไปไหน สยามเมืองยิ้มอันมีชื่อเสียต่อชาวต่างชาติหายไปไหนแล้ว
ด้านปัญหาเขาพระวิหารถึงแม้ว่าทางกัมพูชาจะถอนคำร้องเกี่ยวกับข้อพิพาทต่อองค์การสหประชาติแล้ว แต่ทหารที่เข้าไปเสริมยังบริเวณชายแดนเขาพระวิหาร ยังคงอยู่เช่นเดิม ชาวบ้านบริเวณนั้นก็เริ่มไม่มั่นใจในความปลอดถัยถึงแม้ตามข่าวที่ออกมาว่า ทหารทั้งของไทยและกัมพูชายังคงร่วมรับประทานอาหารด้วยกันก็ตาม แต่หากคิดดูว่า
หากวันไดข้อพิพาทมันรุนแรงขึ้น จากความเป็นพี่น้องต้อมมาหันกระบอกปืนเข้าหากัน นอกจากความเสียหายทางร่างกายแล้วที่สำคัญกว่านั้นคือคนที่เป็นเสมือนพี่น้อง
ต้องมาปกป้องดินแดนที่ตนรักด้วยวิธีการทางทหาร มันช่างน่าปวดร้าว คนรักต้องมาเป็นศัตรู
อีกด้านหนึ่งความแตกแยกในหมู่ของคนไทยในพื้นที่ต่างๆเริ่มทวีความรุนแรง เริ่มต้นที่ม็อบในจังหวัดบุรีรัมย์ที่เข้าทลายเวทีของกลุ่มพิทักษ์รักเมืองบุรีรัมย์ ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 17 นาย ในจำนวนนี้สาหัสถึง 2 นาย ชาวบ้านและผู้เข้าร่วมการปราศรัย ก็ได้รับบาดเจ็บตามๆกัน ความรุนแรงเริ่มเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมได้แล้วหรือ!!!!
ทางด้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เดินหน้าโจมตีการทำงานของรัฐบาล
อย่างต่อเนื่องล่าสุดหลังจากที่ถูกม็อบทลายเวทีการปราศรัยที่จังหวัดอุดรธานี ทำให้มีผู้คนได้รับบาดเจ็บไปนั้น เหตุเพราะผู้คนเข้ามาป่วนการปราศรัยมากจนตำรวจไม่สามารถควบคุมเหตุการที่เดิขึ้นได้ จึงได้แต่ยืนดูเหตุการที่เกิดขึ้นและต่อมาก็ถูกเหล่าชาวบ้านตำหนิในการปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาหลังจากที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลเข้ามอบตัวในข้อหา หมิ่นฯเบื้องสูงและได้รับการประกันตัวออกมาแล้วนั้นได้ให้ข้อมูลว่ามีการล็อปบี้ให้มีการเลิกชุมนุม
และเรียกร้องแท็กซี่ให้ชุมนุมกันที่หน้าสำนักวานใหญ่ ปทต.
และสุดท้ายจบด้วยข่าวคราวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไปร่วมงานงานพระราชทานเพลิงศพมารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อพิพาท ไทย-กัมพูชา ว่า ตนเป็นเพียงคนที่ตกงาน และก็ไม่ติดต่อกับทางสมเด็จฮุนเซ็นแต่อย่างได
ตอนนี้มองไปทางไหน ก็เห็นถึงความแตกแยกของคนไทย มีปราศรัยที่ไหนก็มีกลุ่มต่อต้าน ปัญหาข้อพิพาทก็ยังไม่จบ เริ่มมองหาเมืองไทยที่เคยสงบสุข มีเสน่ห์ในรอยยิ้ม วัฒนธรรมที่งดงาม เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวในอดีต ได้หายไปไหนแล้ว แล้วต่อจากนี้เมืองไทยที่พวกเราทุกคนรัก
จะดำเนินต่อไปในทิศทางได มาช่วยกันดูแลเมืองไทยที่พวกเรารักกันเถอะนะครับ
เพื่อทุกคนจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข
คลังบทความของบล็อก
-
▼
2008
(30)
- ▼ 09/07 - 09/14 (6)
- ► 08/31 - 09/07 (3)
- ► 08/24 - 08/31 (10)
- ► 08/17 - 08/24 (4)
- ► 08/10 - 08/17 (1)
- ► 07/27 - 08/03 (2)
- ► 07/20 - 07/27 (1)
- ► 07/13 - 07/20 (1)
- ► 07/06 - 07/13 (1)
- ► 06/22 - 06/29 (1)